
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์ภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทยส่งผลกระทบต่อการค้าขายและการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุน การเดินทาง รวมถึงการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เส้นทางสัญจรมีข้อจำกัด ไปรษณีย์ไทยจึงมุ่งใช้เครือข่ายและศักยภาพด้านการขนส่งลดข้อจำกัดในการเดินทางและทำให้ภาคเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมี 5 แนวทางสำคัญในช่วงวิกฤต ประกอบด้วย
· “ช่วยรับ” เพื่อลดข้อจำกัดจากต้นทาง โดยใช้ศักยภาพของเครือข่ายไปรษณีย์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 50,000 แห่ง และบริการ Pick up Service เข้ารับสินค้าถึงทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยลดภาระและความจำเป็นในการเดินทางของผู้ประกอบการในพื้นที่ที่การสัญจรได้รับผลกระทบ และช่วยนำสินค้าเข้าสู่ระบบขนส่งได้อย่างต่อเนื่อง

· “ช่วยส่ง” โดยปัจจุบันมีการติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการเส้นทางขนส่งและการนำจ่ายให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อช่วยให้สินค้าจากผู้ประกอบการสามารถส่งต่อถึงลูกค้าได้ ขณะเดียวกัน ยังสนับสนุนภารกิจการลำเลียงและกระจายสิ่งของจำเป็นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ สินค้าอุปโภคบริโภค ยา และเวชภัณฑ์ เพื่อช่วยรักษาการเข้าถึงสิ่งจำเป็นของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
· “ช่วยจำหน่าย” ต่อช่องทางรายได้ให้ผู้ประกอบการ ผ่าน ThailandPostMart ซึ่งเป็นอีกช่องทางในการเชื่อมสินค้าจากผู้ประกอบการ ชุมชน และแบรนด์ไทยในภูมิภาคต่าง ๆ เข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศด้วยช่องทางออนไลน์ ลดข้อจำกัดจากการพึ่งพาการจำหน่ายเฉพาะในพื้นที่ และเพิ่มทางเลือกให้การซื้อขายยังสามารถเกิดขึ้นได้แม้สถานการณ์หน้าร้านหรือการเดินทางได้รับผลกระทบ
· “ช่วยรักษาสินค้าตลอดเส้นทาง” เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันความเสียหายของสินค้าตั้งแต่รับฝากจนถึงการนำจ่ายถึงมือผู้รับ โดยมีการบริหารจัดการสินค้าให้เหมาะสมกับประเภทและเงื่อนไขการขนส่ง โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อช่วยรักษาสภาพและคุณภาพของสินค้าให้สามารถส่งต่อถึงปลายทางได้อย่างเหมาะสม และความพึงพอใจของผู้บริโภคจากมาตรฐานสินค้าที่ได้รับทุกชิ้น

· “ช่วยบริหารสินค้า–ออร์เดอร์” โดยลดภาระหลังบ้านให้ SME ในช่วงน้ำท่วม ผ่านบริการ THP Fulfillment 9 แห่งทั่วประเทศ ช่วยรองรับตั้งแต่การรับสินค้าเข้าคลัง การจัดเก็บและบริหารสต็อก การจัดการคำสั่งซื้อ การหยิบ–แพ็ก–จ่าหน้า ไปจนถึงการจัดส่งถึงผู้รับ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารสินค้าและคำสั่งซื้อได้อย่างต่อเนื่อง แม้การดำเนินงานหรือการเดินทางในบางพื้นที่ได้รับผลกระทบ พร้อมใช้เครือข่ายคลังสินค้าในภูมิภาคต่าง ๆ เป็นอีกทางเลือกในการบริหารจัดการสินค้าและลดภาระด้านพื้นที่ บุคลากร และกระบวนการหลังบ้านของผู้ประกอบการ
“ในสถานการณ์ที่การเดินทางและการค้าขายได้รับผลกระทบ สิ่งสำคัญคือการทำให้การเชื่อมต่อยังเดินหน้าต่อได้ ไปรษณีย์ไทยจึงใช้ความพร้อมของเครือข่ายทั่วประเทศเข้าไปช่วยลดข้อจำกัดในแต่ละจุด ตั้งแต่การรับสินค้า การจัดเก็บและบริหารคำสั่งซื้อ การขนส่ง ไปจนถึงการเชื่อมต่อช่องทางจำหน่าย เพื่อให้สินค้ายังไปถึงปลายทาง ผู้ประกอบการยังค้าขายได้และประชาชนยังเข้าถึงสิ่งของที่จำเป็นซึ่งเป็นบทบาทที่ไปรษณีย์ไทยพร้อมทำอย่างต่อเนื่องทั้งในภาวะปกติและเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน” ดร.ดนันท์ กล่าวทิ้งท้าย



