สายโทรศัพท์ดังขึ้นราวสิบโมงเช้า ขณะที่อดีตข้าราชการวัยเกษียณท่านหนึ่งกำลังนั่งจิบกาแฟอยู่ที่บ้านอย่างสบายใจ ปลายสายเป็นเสียงสุภาพของคนที่บอกว่าโทรมาจากหน่วยงานดูแลสิทธิหลังเกษียณ ก่อนจะเรียกชื่อและนามสกุลของท่านได้ถูกต้องทุกตัวอักษร ตามด้วยข้อมูลส่วนตัวอีกสองสามอย่างที่คนแปลกหน้าไม่น่าจะรู้ แล้วจึงบอกข่าวดีว่าท่านมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือก้อนหนึ่ง ติดอยู่เพียงเรื่องเดียวคือต้องทำตามขั้นตอนให้เรียบร้อยก่อนหมดเวลา ฟังดูไม่มีอะไรผิดปกติเลยสักนิดใช่ไหม

สำหรับคนที่ใช้ชีวิตการงานอยู่ในระบบราชการมาหลายสิบปี การได้ยินชื่อหน่วยงานรัฐพร้อมข้อมูลที่ตรงเป๊ะ ย่อมสร้างความรู้สึกว่าปลายสายคือคนของระบบที่ท่านเชื่อมั่นมาตลอด แต่ความไว้วางใจนี้เองที่มิจฉาชีพกำลังเล็งอยู่ เพราะเบื้องหลังเสียงสุภาพและกำหนดเวลาที่บีบให้รีบตัดสินใจ อาจเป็นกับดักที่พาไปสู่การสูญเสียเงินเก็บซึ่งสะสมมาทั้งชีวิตในเวลาไม่นาน และนี่คือรูปแบบหนึ่งที่ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กำลังออกมาเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่องในขณะนี้
เหตุผลที่วัยเกษียณตกเป็นเป้าหมาย มีคำอธิบายจากกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ว่า มิจฉาชีพมักมุ่งไปยังกลุ่มนี้เพราะเป็นวัยที่มีทรัพย์สินและเงินออมจำนวนมาก ขณะที่อาจยังไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและป้องกันตัวเองได้ไม่ทัน ส่วนคำเตือนที่เผยแพร่ในต้นเดือนกันยายน 2569 ก็ย้ำตรงกันว่า เงินบำนาญและเงินออมที่เก็บไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิต คือสิ่งที่มิจฉาชีพมองเห็นอยู่ในบัญชีธนาคารของผู้เกษียณ
ข้อน่าสังเกตคือ สถิติปี 2568 จากศูนย์ AOC 1441 ระบุว่ากลุ่มอายุ 20 ถึง 49 ปี เป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุดในแง่จำนวนคดี คือ 405,929 เคส และความเสียหายรวม 23,403 ล้านบาท นั่นหมายความว่าผู้เกษียณไม่ใช่กลุ่มที่มีจำนวนผู้เสียหายมากที่สุด แต่ความเสี่ยงของพวกเขามีลักษณะต่างออกไป เพราะวัยทำงานที่สูญเงินยังมีรายได้ใหม่เข้ามาทดแทนได้ ส่วนผู้เกษียณที่เสียเงินก้อนเดียวไป อาจไม่มีโอกาสหาเงินกลับมาได้อีก
กลโกงที่ตำรวจเตือนล่าสุดในต้นเดือนกันยายน 2569 พุ่งตรงไปที่เงินบำเหน็จบำนาญโดยเฉพาะ มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากกองการเงิน กรมบัญชีกลาง กบข. ธนาคาร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วใช้เหตุผลที่ฟังดูเป็นเรื่องธุรการ เช่น ข้อมูลผู้รับบำนาญไม่ครบ ต้องส่งเอกสารเพิ่ม หรือต้องรีบยืนยันสิทธิก่อนหมดเวลา จากนั้นจึงล่อให้กดลิงก์ สแกน QR Code ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน หรือบอกข้อมูลส่วนตัว สิ่งที่ตำรวจย้ำเป็นพิเศษคือ แม้ปลายสายจะรู้ข้อมูลส่วนตัวของเราถูกต้อง หรือส่งสำเนาเอกสารของเรามาให้ดู ก็ยังไม่ใช่หลักฐานว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตัวจริง ข้อมูลเหล่านี้อาจรั่วไหลมาจากที่ใดก็ได้ และคนที่รู้ข้อมูลของเราครบ ก็คือคนที่ทำให้เราเชื่อได้ง่ายที่สุด
ความเสียหายจากกลโกงลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องสมมติ เมื่อเดือนสิงหาคม 2569 มีรายงานข่าวถึงอดีตข้าราชการรายหนึ่งที่ถูกโทรศัพท์และติดต่อผ่าน Line โดยคนที่อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดและเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง บอกว่าผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือภายหลังเกษียณอายุราชการ จากนั้นพาไปทำตามขั้นตอนต่าง ๆ จนในที่สุดต้องโอนเงินเข้าบัญชีของบุคคลอื่นสองบัญชี รวมสามรายการ เป็นเงินกว่า 527,817 บาท เมื่อรู้ว่าถูกหลอกจึงเข้าแจ้งความ สิ่งที่น่าคิดคือคำว่า “เงินช่วยเหลือ” เป็นคำที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่ากำลังจะได้รับ ไม่ใช่กำลังจะเสีย และความรู้สึกนั้นเองที่ทำให้การโอนเงินดูเป็นเรื่องปกติของขั้นตอนราชการ
เรื่องของคดีนี้ยังมีอีกด้านที่ควรเล่า เพราะเงินที่โอนไปไม่ได้หายไปในอากาศ แต่ไปลงที่บัญชีธนาคารของคนจริงๆ ตำรวจตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่าหนึ่งในบัญชีปลายทางเป็นบัญชีม้า และสามารถติดตามจับกุมเจ้าของบัญชีรายหนึ่งได้ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ตามรายงานข่าว ผู้ต้องหารายนี้ให้การรับสารภาพว่าเปิดบัญชีให้เพื่อนใช้เล่นการพนันออนไลน์ โดยได้ค่าตอบแทนเพียง 500 บาท และบอกว่าไม่ทราบว่าบัญชีจะถูกนำไปหลอกผู้เสียหายรายนี้ ภาพที่ได้จึงเป็นความไม่สมดุลที่น่าตกใจ ฝั่งหนึ่งคือเงินกว่าห้าแสนบาทของผู้เกษียณ อีกฝั่งหนึ่งคือค่าจ้างให้ยืมบัญชีเพียงห้าร้อยบาท และนี่คือเหตุผลที่การไล่ล่าบัญชีม้าซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ของภาครัฐ เกี่ยวพันกับชีวิตของผู้เกษียณโดยตรง

ทุกครั้งที่มีคนยอมให้ยืมบัญชีเพื่อเงินเล็กน้อย ก็เท่ากับเปิดท่อให้เงินเก็บของใครสักคนไหลผ่านไป อีกกลโกงหนึ่งที่เน้นหนักในชุดคำเตือนเดือนกันยายน 2569 คือรูปแบบข่มขู่ ซึ่งใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือ มิจฉาชีพโทรเข้าเบอร์ส่วนตัว อ้างเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ กล่าวหาว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินหรือยาเสพติด แล้วบังคับให้เปิดวิดีโอคอลและห้ามวางสาย ที่สำคัญคือพยายามให้เหยื่ออยู่คนเดียว เพื่อไม่ให้ได้พูดคุยหรือขอความช่วยเหลือจากใคร ขั้นต่อมาคือให้รวบรวมของมีค่าและถอนเงินสดออกจากบัญชีทั้งหมด โดยอ้างว่าจะนำมาตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เมื่อเหยื่อเชื่อสนิทแล้ว ก็จะมีบุคคลที่สามอ้างเป็นตัวแทนเจ้าหน้าที่มารับเงินสดและทรัพย์สินถึงบ้านหรือสถานที่นัดหมาย ขั้นตอนทั้งหมดนี้ทำให้กลโกงที่เริ่มต้นจากสายโทรศัพท์ ลงเอยด้วยการที่คนแปลกหน้ามายืนอยู่หน้าบ้านเพื่อรับเงินโดยตรง หากมองให้ลึก จุดที่เป็นหัวใจของกลโกงนี้ไม่ใช่เนื้อหาของข้อกล่าวหา แต่คือการตัดเหยื่อออกจากคนรอบตัว คำสั่งอย่างห้ามวางสาย ห้ามบอกใคร หรือให้อยู่คนเดียว ล้วนมีหน้าที่เดียวกัน คือไม่ให้ใครมาช่วยตั้งคำถามกับเรื่องราวที่ฟังไม่สมเหตุสมผล
เพราะเรื่องเล่าของมิจฉาชีพมักพังทันทีเมื่อถูกเล่าให้คนที่สามฟัง ภาษาที่ควรระวังจึงได้แก่ ต้องทำเดี๋ยวนี้ ห้ามบอกใคร ไม่ทำบัญชีจะถูกอายัด หรือจะถูกดำเนินคดี คำเหล่านี้ใช้ความกลัวและความเร่งรีบลดโอกาสที่เหยื่อจะตั้งสติ ส่วนข้อเท็จจริงที่ควรจำคือ เจ้าหน้าที่จริงจะไม่โทรมาให้เพิ่มเพื่อนใน Line ส่วนตัว ไม่ให้โอนเงิน และไม่ให้นำเงินมาเพื่อตรวจสอบ นอกจากสองรูปแบบข้างต้น
AOC 1441 ขอให้ลูกหลานคอยสอดส่องดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว และพูดคุยกันสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเรื่องการรับสายจากคนแปลกหน้า การกดลิงก์ และการทำธุรกรรมออนไลน์ และไม่ปล่อยให้ผู้สูงอายุตัดสินใจเพียงลำพังท่ามกลางแรงกดดัน ลองตกลงกันในบ้านล่วงหน้าว่า ก่อนโอนเงินก้อนใหญ่หรือถอนเงินสดจำนวนมาก ให้โทรบอกกันก่อนเสมอ กติกาข้อเดียวนี้ตอบโจทย์ตรงกับกลยุทธ์หลักของมิจฉาชีพที่พยายามตัดเหยื่อออกจากครอบครัวพอดี
หากเผลอโอนเงินไปแล้ว สิ่งสำคัญคือโทรแจ้งสายด่วน AOC 1441 ให้เร็วที่สุด เพื่อขออายัดบัญชีปลายทาง และรวบรวมหลักฐานไปแจ้งความ เวลาเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะเงินที่โอนออกไปแล้วมักถูกกระจายต่อผ่านบัญชีอื่นอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุดแล้ว เงินบำนาญและเงินออมคือหลักประกันของชีวิตในวันที่ไม่มีเงินเดือนเข้ามาอีก การรู้ทันกลโกงจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้สูงวัยแต่เป็นเรื่องที่ทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกันดูแล และหากต้องจำประโยคเดียวไว้ก็คือ ปลายสายที่รู้ข้อมูลของเราครบ ไม่ได้แปลว่าเป็นคนที่เราควรไว้ใจ ให้วางสาย ตั้งสติ แล้วตรวจสอบด้วยตัวเองทุกครั้ง



