ETDA ชี้เมื่อ SMEs อยาก Transform ธุรกิจ ต้องมีมากกว่าเทคโนโลยี ผ่านแคมเปญแห่งปี SMEs Growth 2026

     วันนี้ SMEs ไทยไม่ได้อยู่ในจุดที่ไม่ใช้ดิจิทัลเสมอไป แต่โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้การใช้ดิจิทัลพาธุรกิจเติบโตได้จริง…หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ มีธรรม ณ ระนอง รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ชวนคิดในงาน ETDA x Press : เปิดเกมรุก “SMEs Growth 2026” เชื่อมพาร์ทเนอร์ ปิดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง SMEs เติบโต…ด้วยดิจิทัล
     แม้วันนี้ SMEs ไทยจำนวนมากเข้าสู่โลกดิจิทัลแล้ว หรือเริ่มนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารธุรกิจ แต่สิ่งที่ ETDA พบ คือ ผู้ประกอบการบางส่วนยังไปไม่ถึงจุดที่ดิจิทัลสร้างการเติบโตได้จริง เช่น หลายธุรกิจใช้เทคโนโลยีแล้ว แต่ยอดขายยังไม่โต หลายธุรกิจมีออเดอร์เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น หรือ หลายธุรกิจมีเครื่องมือดิจิทัล แต่ยังขาดคนช่วยต่อยอด
     ETDA เห็นปัญหาดังกล่าว จึงเชื่อมพาร์ทเนอร์จากหลายภาคส่วนผ่านแคมเปญประจำปีกับ SMEs Growth 2026 พัฒนาโมเดลเชิงรุกที่จะช่วยให้ SMEs ไทยโตขึ้น ช่วยเปลี่ยนดิจิทัลจากแค่เครื่องมือให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง
ตัวเลขสะท้อนความจริง SMEs ไทยกำลังไปต่อ แต่ยังไปไม่สุด
     มีธรรม ฉายภาพความพร้อมด้านดิจิทัลของ SMEs ไทย จากผลการศึกษา Digital Maturity Index Survey ปี 2568 โดย ETDA สะท้อนชัดว่า ระดับสถานการณ์การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลของ SMEs ไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.45 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 อยู่ที่ 3.81% ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ธุรกิจไทยกำลังขยับ แต่ยังอยู่ในระดับ Digital Follower เป็นส่วนใหญ่ หมายถึง มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลบางส่วนแล้ว แต่ยังไม่เป็นระบบ ยังไม่เชื่อมโยงทั้งธุรกิจ และยังไม่สามารถดึงศักยภาพของดิจิทัลออกมาใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้เต็มที่
    เมื่อเจาะลึกลงไปในแต่ละมิติของผลการศึกษา จะเห็นทั้งสัญญาณบวกและช่องว่างที่ต้องเร่งปิด มิติด้านบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กรได้คะแนน 2.54 ขณะที่มิติด้านกระบวนการและการบริหารจัดการได้คะแนน 2.69 สะท้อนว่า ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งเริ่มเปิดรับดิจิทัลและเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทำงาน แต่เมื่อเทียบกับเป้าหมายของการเป็นธุรกิจที่ใช้ดิจิทัลอย่างเป็นระบบก็ยังมีช่องว่าง
     โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ขนาดเล็กที่ยังมีข้อจำกัดทั้ง ด้านเงินทุน บุคลากร ความรู้ และการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม
ปัญหาไม่ใช่ “ไม่มีเทคโนโลยี” แต่คือ “ไม่รู้จะใช้ยังไงให้โต”
     จากการลงพื้นที่ภายใต้โครงการ SMEs Growth ปีนี้ พบประเด็นร่วมที่ชัดเจนว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มใช้ดิจิทัลแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้น Transform ธุรกิจ และส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสาร การขาย หรือการจัดการหน้าร้าน เช่น Social Media, Marketplace, POS หรือระบบรับชำระเงิน แต่ยังไม่ได้ใช้ดิจิทัลในส่วนที่เป็น Core Business เช่น การวางกลยุทธ์จากข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าที่ถือเป็น “ทรัพยากรทางธุรกิจ” การจัดการกระบวนการทำงานด้วย Automation  หรือการเชื่อมระบบต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นภาพเดียว ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ไม่มีเทคโนโลยี แต่คือมีเครื่องมือแล้วกลับใช้ไม่ตรงจุด ใช้แล้วไม่เกิดผลลัพธ์ได้เต็มที่ หรือไม่สามารถต่อยอดได้ นี่คือช่องว่างสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลของ  SMEs ไทยยังไปไม่สุดที่ ETDA สะท้อนให้เห็น
     แต่ที่น่าสนใจคือ 3 จุดอ่อนใหญ่ที่ฉุด SMEs ไทยไว้ไม่ให้โต จุดอ่อนเรื่องแรกที่พบมากที่สุด คือ การขาดทักษะและความเข้าใจด้านดิจิทัล ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่มั่นใจว่าธุรกิจของตัวเองควรเริ่มจากตรงไหน ต่อมาคือ เรื่องของต้นทุนที่สูง หรือ แหล่งเงินทุน โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีงบจำกัด การลงทุนผิดครั้งเดียวอาจกระทบกระแสเงินสดของกิจการ จนทำให้เกิดความไม่มั่นใจว่า ลงทุนใช้ดิจิทัลแล้วจะคุ้มหรือไม่ สุดท้ายคือ การขาดข้อมูล เครื่องมือ หรือโซลูชันที่เหมาะกับบริบทของธุรกิจจริง เพราะ SMEs แต่ละพื้นที่ แต่ละอุตสาหกรรม และแต่ละขนาดมีความพร้อมไม่เท่ากัน
SMEs Growth 2026: เกมรุกใหม่ เชื่อมพาร์ทเนอร์ ปลดล็อกศักยภาพ SMEs ไทย
     นี่จึงเป็นที่มาของ “SMEs Growth 2026” โครงการที่ ETDA ไม่ได้ออกแบบให้เป็นเพียงกิจกรรม แต่เป็นเกมรุกใหม่ เพื่อยกระดับ SMEs ไทยอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิดสำคัญคือ เชื่อมพาร์ทเนอร์ ปิดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง เพื่อทำให้การใช้ดิจิทัลของผู้ประกอบการ ไม่หยุดอยู่แค่การเริ่มใช้ แต่ต้องสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ ได้จริง เพราะสิ่งที่ ETDA เห็นจากการทำงานกับ SMEs มาอย่างต่อเนื่อง คือ

 

      ผู้ประกอบการไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้ขาดความตั้งใจ หรือไม่เปิดรับเทคโนโลยี แต่กำลังขาดโมเดลการสนับสนุน ที่ช่วยให้รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน ใช้เทคโนโลยีอะไร และจะเปลี่ยนดิจิทัลให้กลายเป็นยอดขาย กำไร หรือโอกาสใหม่ทางธุรกิจได้อย่างไร ดังนั้น บทบาทของ ETDA จึงเป็นเสมือน Facilitator เชื่อมหน่วยงานในระบบนิเวศ (Ecsosytem) ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ทำงานร่วมกันอย่างตรงจุด เพื่อปิดช่องว่างที่ SMEs ยังขาดอยู่

     ด้วยจุดแข็งสำคัญของ ETDA ที่มีทั้ง ข้อมูล และ เครื่องมือ ช่วยมองเห็นภาพปัญหาของ SMEs ได้ชัดขึ้น ตั้งแต่ ระดับความพร้อมด้านดิจิทัลของธุรกิจ ผ่านเครื่องมืออย่าง Digital Maturity Index, AI Readiness Assessment ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านดิจิทัล เช่น e-Tax Invoice by Timestamp, Digital ID, e-Meeting, e-Signature, e-Document รวมถึง AI Governance Guideline เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ เห็นว่า SMEs แต่ละกลุ่มขาดอะไร พร้อมแค่ไหน และควรได้รับการสนับสนุนแบบใด
     เพราะ SMEs แต่ละธุรกิจมี Pain Point ไม่เหมือนกัน การทำให้ SMEs เติบโตได้จริง ไม่สามารถอาศัยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัย Ecosystem เครือข่ายความร่วมมือที่แต่ละฝ่ายมีจุดแข็งต่างกัน เข้ามาช่วยเติมเต็มกัน เช่น
     • depa เข้ามาสนับสนุนเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีและเงินทุน ผ่านโครงการอย่าง d-transform และ d-voucher ที่ช่วยให้ SMEs สามารถเริ่มต้นใช้เทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น
     • สสว. มีฐานข้อมูลผู้ประกอบการทั่วประเทศ และมีโครงการ BDS หรือ “SME ปัง ตังได้คืน” ที่ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจ
     • SME D Bank สนับสนุนสินเชื่อเพื่อเติมทุน เสริมสภาพคล่อง และช่วยให้ SMEs สามารถลงทุนต่อยอดธุรกิจได้
     • ขณะที่ บสย. ช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดด้านหลักทรัพย์ สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
     นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายภาคเอกชนในพื้นที่ ที่เข้ามาช่วยเชื่อมผู้ประกอบการในพื้นที่ต่าง ๆ ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ มากขึ้น เมื่อจุดแข็งของแต่ละหน่วยงานถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน SMEs Growth 2026 จึงไม่ใช่แค่โครงการให้ความรู้ แต่กำลังกลายเป็นโมเดลช่วยโต สำหรับ SMEs ไทยแบบครบวงจร
เลือก “ทำให้ลึก” ไม่ใช่แค่ “ทำให้ครบ”
     หัวใจสำคัญของ SMEs Growth 2026 คือ การเลือกทำอย่างมีกลยุทธ์ เพราะ ETDA ไม่ได้ต้องการจัดกิจกรรมแบบหว่าน แต่ลงเจาะไปยังจังหวัดในภูมิภาคต่าง ๆ โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการ คือ SMEs ขนาด S และ M ใน 3 กลุ่มธุรกิจสำคัญ ซึ่งถือเป็นฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ ได้แก่ ภาคการค้า ภาคบริการ และภาคการผลิต
      ในปี 69 นี้ ETDA ได้มุ่งดำเนินงานครอบคลุม 4 ภาค รวม 16 จังหวัด โดยการคัดเลือกพื้นที่ไม่ได้ดูเพียงจำนวน SMEs ในจังหวัดเท่านั้น แต่พิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งระดับความพร้อมด้านดิจิทัลของผู้ประกอบการ โครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่ ศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ และทิศทางการพัฒนาจังหวัดที่สอดคล้องกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล พูดง่าย ๆ คือ จังหวัดที่เลือกต้องเป็นพื้นที่ที่มีโจทย์ชัด มีศักยภาพในการเติบโต และมีความเป็นไปได้ในการนำดิจิทัลเข้าไปสร้างผลลัพธ์ได้จริง เช่น จังหวัดที่มีฐานธุรกิจท่องเที่ยวและบริการเข้มแข็ง ก็สามารถใช้ดิจิทัลช่วยเรื่องการตลาดออนไลน์ ระบบจอง การบริหารลูกค้า และการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ขณะที่พื้นที่ที่มีฐานการค้าและการผลิต ก็สามารถต่อยอดด้วยระบบจัดการหลังบ้าน ระบบสต็อก บัญชี โลจิสติกส์ และระบบข้อมูลธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นเอง
• ลงพื้นที่จริง ฟังปัญหาจริง และออกแบบคำตอบที่ใช่จริง
     กลยุทธ์การดำเนินงานของ SMEs Growth 2026 ถูกออกแบบให้เสมือนเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจปัญหาของ SMEs จริงในแต่ละพื้นที่ เพื่อหาให้เจอว่า ผู้ประกอบการกำลังติดตรงไหนและต้องการอะไรเพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้ จุดเริ่มต้นของโครงการจึงเริ่มจากการทำ Focus Group ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประกอบการ หน่วยงานในจังหวัด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังทั้งปัญหา ข้อจำกัด และโอกาสของธุรกิจในแต่ละพื้นที่
     ETDA มองว่า SMEs ในแต่ละจังหวัดมีบริบทต่างกัน ธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงงาน หรือค้าปลีก ต่างมี Pain Point ไม่เหมือนกัน การใช้แนวทางเดียวกันทั้งหมดอาจไม่ตอบโจทย์ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการ SMEs Check-up เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นภาพธุรกิจของตัวเองชัดขึ้น ทั้งในเรื่องความพร้อมด้านดิจิทัล กระบวนการทำงาน ต้นทุน โอกาสทางธุรกิจ และจุดที่ยังเป็นช่องว่างสำคัญ เพื่อให้รู้ว่า ธุรกิจของตัวเองควรเริ่มพัฒนาจากตรงไหน และเทคโนโลยีแบบใดจะช่วยสร้างผลลัพธ์ได้จริง
     จาก Insight ที่ได้ทั้งหมด ถูกต่อยอดสู่กิจกรรม SMEs Growth Roadshow 2026 ที่กระจายใน 4 ภาค ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเวทีให้ความรู้ แต่เป็นพื้นที่รวมคำตอบที่ SMEs สามารถนำไปใช้ได้จริง ภายในงานจะมีทั้ง Talks ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญที่เคยผ่านโจทย์จริง ตลอดจน Workshops ที่ช่วยให้เรื่องดิจิทัลและ AI กลายเป็นเรื่องเข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง พร้อมด้วย Clinic ให้คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และ Booth Showcase รวมเทคโนโลยีและโซลูชันที่เหมาะกับ SMEs รวมถึงกิจกรรม Networking ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เชื่อมต่อกันเอง และต่อยอดเครือข่ายธุรกิจใหม่ๆ อีกหนึ่งหัวใจสำคัญ คือ Business Matching ที่ ETDA ต้องการทำให้มากกว่าการจับคู่ธุรกิจ แต่เป็นการเชื่อม SMEs เข้ากับ Digital Provider และพาร์ทเนอร์ที่เหมาะกับธุรกิจ เพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้ต่อยอดได้จริงหลังจบงาน
     เป้าหมายปลายทางของโครงการนี้ ไม่ใช่แค่จำนวนคนเข้าร่วม หรือจำนวนกิจกรรมที่จัดขึ้น แต่คือการสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงกับ SMEs ทั้งในด้านยอดขายที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ลดลง ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่จับต้องได้ โดยที่ SMEs ไม่ต้องลองผิดลองถูกเพียงลำพัง แต่มีทั้งข้อมูล เครื่องมือ ผู้เชี่ยวชาญ และพาร์ทเนอร์ช่วยคิดและจับมือไปพร้อมกัน
SMEs Growth 2026: จุดเริ่มต้นของการเติบโตครั้งใหม่ของธุรกิจไทย
     SMEs Growth 2026 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเปลี่ยนบทบาทของการส่งเสริม SMEs จากการ ให้ความรู้เป็นครั้งๆ ไปสู่การพัฒนาให้เกิดโมเดลที่ช่วยให้เติบโต มีข้อมูลนำทาง มีพาร์ทเนอร์ร่วมขับเคลื่อน มีพื้นที่ทดลองจริง มีผู้ให้บริการดิจิทัลช่วยลงมือ และมีการติดตามผลเพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่ ETDA ผลักดันให้เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ ที่ไม่จำกัดแค่การเติบโตเชิงภาพลักษณ์ แต่หมายถึงการเติบโตที่ต้องวัดได้ สัมผัสได้ และต่อยอดได้จริง เพราะในโลกที่การแข่งขันไม่รอใคร SMEs ไทยไม่สามารถพึ่งพาวิธีการเดิมได้ตลอดไป แต่ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลก็ไม่ควรถูกปล่อยให้เป็นภาระของผู้ประกอบการเพียงลำพัง
    สิ่งที่ SMEs ต้องการไม่ใช่แค่เครื่องมือใหม่ แต่คือคนช่วยมอง ช่วยคิด ช่วยเลือก ช่วยเชื่อม และช่วยทำให้ดิจิทัลกลายเป็นพลังของธุรกิจจริง SMEs Growth 2026 จึงเป็นมากกว่าโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการ แต่คือการเปิดเกมรุกของ ETDA และพาร์ทเนอร์ เพื่อออกไปหา SMEs ในพื้นที่จริง เข้าใจปัญหาจริง เชื่อมคำตอบที่เหมาะสมจริง และผลักดันให้การใช้ดิจิทัลไม่หยุดอยู่ที่การเริ่มใช้ แต่ไปถึงการเติบโตได้จริง เพื่อขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
Scroll to Top