AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 159,929 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,528 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,521 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 7 ข้อความ

เวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน
โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 33 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง ต่างด้าวสามารถสวมสิทธิ์โครงการคนละครึ่งได้
อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง สีลิ้นบ่งบอกโรคได้
อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ไวรัสนิปาห์มีความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าโควิด 19 ไม่มีวัคซีนและอัตราเสียชีวิตสูงมากกว่า ติดต่อจากสัตว์สู่คน และคนสู่คนได้ผ่านสารคัดหลั่ง
อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กระทรวงคมนาคม สั่งปิดการจราจร 100%บริเวณใต้ทางด่วนถนนพระราม 2
อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง เฟซบุ๊ก Suwara Saelim เปิดรับแรงงานเก็บผลไม้ไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านกระทรวงแรงงาน

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง สำนักงาน ก.ล.ต. เพิ่มช่องทางติดต่อใหม่ที่ LINE ID : @010hfcw
อันดับที่ 7 ข่าวจริง เรื่อง 26-30 มกราคม 69 ไทยตอนบนจะมีอากาศอุ่นขึ้น 1-2 องศาฯ
สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “ต่างด้าวสามารถสวมสิทธิ์โครงการคนละครึ่งได้” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากโครงการคนละครึ่ง พลัส (โครงการฯ) ได้กําหนดคุณสมบัติสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ไว้อย่างชัดเจน ดังนี้
1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย
2. มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
3. มีบัตรประจําตัวประชาชน
4. ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง
ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
5. ไม่เป็นผู้ที่ถูก สศค. ระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 – 5
นอกจากนี้ ผู้ได้รับสิทธิ์ตามโครงการฯ ต้องดําเนินการพิสูจน์ตัวตนด้วยบัตรประจําตัวประชาชนผ่านช่องทางที่ธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) กําหนด เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ (ยกเว้นผู้ที่เคยทําการพิสูจน์ตัวตนด้วยบัตรประจําตัวประชาชนกับโครงการ/มาตรการของรัฐ หรือผ่านช่องทางของธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) มาก่อน) จึงจะสามารถใช้สิทธิ์ตามโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังได้
อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด


