บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) เดินหน้า “โครงการเกษตรกรคู่ชีวิต” ก้าวสู่ปีที่ 19 ในอำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น ยกระดับการปลูกกะเพราท้องถิ่นสู่ห่วงโซ่อาหารมาตรฐาน GAP สร้างแหล่งวัตถุดิบคุณภาพที่มีความต่อเนื่อง ปลอดภัย และตรวจสอบย้อนกลับได้ รองรับการผลิตเมนูข้าวกะเพรา เมนูยอดนิยมในร้านสะดวกซื้อ เชื่อมโยงเกษตรกร ชุมชน และครัวซีพีแรม อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเพาะปลูก การรับซื้อผลผลิต จนถึงการนำวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตอาหาร ช่วยเสริมสร้างรายได้ที่มั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและระบบเศรษฐกิจฐานราก พร้อมย้ำบทบาทภาคธุรกิจในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

ปัจจุบัน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่เติบโตต่อเนื่อง เพราะตอบโจทย์ทั้งความสะดวก ความคุ้มค่า และการใช้ชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ ขณะเดียวกัน “รสชาติ” และ “ความปลอดภัย” เป็นปัจจัยหลักที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเมนู “ข้าวกะเพรา” เมนูที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน และยังคงครองความนิยมในตลาดอาหารพร้อมรับประทานมาอย่างต่อเนื่อง
ข้าวกะเพราถาดแดงในร้าน 7-Eleven ปัจจุบันต่อ 1 สาขา สามรถขายได้ประมาณ 60 กล่องต่อวัน สร้างรายได้ 3,300 บาท เมนูขายดี 3 อันดับแรก ได้แก่ ข้าวกะเพราไก่คั่ว ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว และข้าวกะเพราหมู เพราะไม่ได้มีจุดขายเพียงความสะดวกในการรับประทาน ทำให้เราต้องรักษาเอกลักษณ์ของความอร่อย รสชาติ กลิ่น คุณภาพ และความปลอดภัยให้สม่ำเสมอในทุกถาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาฐานผู้บริโภคในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

ความนิยมของข้าวกะเพราไม่ได้เป็นเพียงโอกาสทางการตลาดของธุรกิจอาหารพร้อมรับประทาน แต่ยังเป็นโจทย์สำคัญของการบริหารวัตถุดิบต้นน้ำ โดยเฉพาะ “ใบกะเพรา” ซึ่งเป็นหัวใจของเมนูนี้ ปัจจุบันซีพีแรมทุกแห่งทั่วประเทศ ใช้ใบกะเพรากว่า 1,400 กิโลกรัมต่อวัน โดยปริมาณการผลิตดังกล่าวทำให้กะเพรากลายเป็นวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ของซีพีแรม เพราะหากคุณภาพ กลิ่น สีใบ หรือปริมาณวัตถุดิบไม่สม่ำเสมอ ย่อมกระทบทั้งรสชาติสินค้า ต้นทุนการผลิต และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ขณะที่การผลิตกะเพราให้ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมยังต้องรับมือกับหลายปัจจัย ทั้งสภาพอากาศที่ผันผวน การจัดการน้ำและดิน การควบคุมศัตรูพืช และมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารตามหลัก GAP (Good Agricultural Practices) ก่อนส่งวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน

ธีรเดช อ่อนเคร็ง ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวว่า “ซีพีแรม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำ เพราะคุณภาพของอาหารพร้อมรับประทานเริ่มตั้งแต่แปลงปลูก ไม่ใช่เฉพาะในโรงงาน ‘โครงการเกษตรกรคู่ชีวิต’ ถูกออกแบบให้เป็นการทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การถ่ายทอดองค์ความรู้ การสนับสนุนเทคโนโลยี ไปจนถึงการยกระดับมาตรฐานการเพาะปลูกตามหลัก GAP เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และตอบโจทย์การผลิตเชิงอุตสาหกรรม
ขอนแก่นถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของโครงการ เพราะมีทั้งศักยภาพของเกษตรกร ทำเลที่เชื่อมโยงกับครัวซีพีแรม ขอนแก่น และความพร้อมในการพัฒนาเป็นแหล่งวัตถุดิบใกล้ฐานการผลิต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารซัพพลายเชน ทั้งด้านความสดใหม่ ปริมาณผลผลิต การควบคุมคุณภาพ และต้นทุนโลจิสติกส์ เรามีกำลังการผลิต 2.3 แสนถาด เพื่อส่งใน 2,200 สาขา 19 จังหวัดภาคอีสาน ขณะเดียวกันเกษตรกรมีตลาดรองรับที่ชัดเจน สามารถวางแผนการผลิตและการสร้างรายได้ที่มั่นคง สอดคล้องตามหลัก 3 ประโยชน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์

จามจุรี แก้วใสย ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวต่ออีกว่า “หัวใจของ “ขอนแก่นโมเดล” คือการเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูกแบบดั่งเดิมให้เป็นระบบการผลิตวัตถุดิบต้นน้ำที่ได้มาตรฐานและเชื่อมต่อกับความต้องการของตลาดกลายเป็นเกษตรแม่นยำและปราณีต เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับการสนับสนุนตั้งแต่การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี อาทิ การเตรียมดิน การจัดการน้ำ การควบคุมศัตรูพืชตามมาตรฐาน GAP การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการคัดแยกผลผลิตก่อนส่งเข้าโรงงาน
ปัจจุบัน การพัฒนาสายพันธุ์กะเพรา มีการปรับเปลี่ยนและยกระดับขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่เป็นเพียงการคัดเลือกสายพันธุ์ทั่วไป มาเป็นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการปรับปรุงพันธุ์ เทคนิคการปรับปรุงพันธุ์ที่ใช้นั้น มีกระบวนการและเงื่อนไขที่ถูกต้องตามกฎหมายไทยยอมรับ ไม่ใช่การตัดต่อพันธุกรรม (GMO) แต่อย่างใด
เทคโนโลยีเพื่อเกษตรกรยุคใหม่ (Smart Farming)
สำหรับการส่งเสริมเกษตรกร จะเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการดูแลรักษาแบบแม่นยำ เช่น การวิเคราะห์ค่าดิน เริ่มต้นจากการตรวจวัดค่าในดิน การจัดการดินและปุ๋ย เนื่องจากดินในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน จึงไม่มีสูตรปุ๋ยสำเร็จรูปทั่วไปในท้องตลาด แต่จะใช้วิธีนำค่าดินที่วัดได้มาเทียบกับค่ามาตรฐานของกะเพรา (ซึ่งมีการกำหนดสัดส่วน N-P-K รวมถึงแคลเซียมและแมกนีเซียมที่จำเป็นต่อกลิ่นและคุณภาพ) จากเติมสารอาหารที่ขาดไปให้ได้ตามมาตรฐาน
การควบคุมการให้น้ำ เมื่อเกษตรกรมีความพร้อมมากขึ้น จะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาควบคุมการให้น้ำ โดยคำนวณจากค่าความชื้น และค่าความต่างของแรงดันไอน้ำในอากาศ เป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิอากาศและความชื้นสัมพัทธ์ เพื่อให้พืชสามารถกินปุ๋ยและดูดซึมน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในอนาคต เทคโนโลยีจะเปลี่ยนจากการตั้งเวลาให้น้ำทั่วไป (Timer) ไปสู่การให้ AI เข้ามาช่วยคิดและวิเคราะห์ข้อมูลสถิติแบบ Real-Tim และแม่นยำ เช่น หากค่า VPD ในช่วงเวลานั้นไม่เหมาะสม AI จะสั่งเปิดระบบสปริงเกอร์โดยอัตโนมัติ หากสภาพอากาศมีความชื้นที่พอเหมาะแล้ว AI ก็จะสั่งงดการให้น้ำ การผสานเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าด้วยกัน ช่วยให้การทำเกษตรกรรมกะเพรามีความแม่นยำสูง ทั้งในแง่ของการให้น้ำและการใช้ปุ๋ย ส่งผลให้ได้ผลผลิตที่มีมาตรฐานและประหยัดต้นทุนได้อย่างยั่งยืน

ยุทธภูมิ โยวะ เกษตรกรต้นแบบ โครงการเกษตรกรคู่ชีวิต จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ปลูกตะไคร้ และพืชอื่นแบบผสมผสาน มีต้นทุนที่มาก และใช้แรงงานมาก เมื่อต้นปี 2569 ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมการปลูกกะเพรา กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น มองเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ อีกทั้งยังสามารถลดปัญหาเกี่ยวกับการเพาะปลูกและเกษตรกรรมในอดีตที่เคยทำมา จึงเข้าร่วมโครงการ “เกษตรกรคู่ชีวิต” ของซีพีแรม ทีมวิชาการเกษตรซีพีแรม ลงมาดูแปลงจริงตั้งแต่การเตรียมดิน วางรอบปลูก ดูแลน้ำ และปุ๋ย รวมถึงส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สำคัญ ส่งผลให้ได้กะเพราคุณภาพคงที่ทั้งกลิ่น สี และขนาด ส่งเข้าสู่ครัวซีพีแรมขอนแก่น ทำให้ครอบครัวมีรายได้มากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถสร้างกำไรจากการปลูกกะเพรากว่า 25% มองเห็นอนาคตที่ดีมั่นคง และที่ภูมิใจมากคือโครงการยังแนะนำให้ผู้คนในหมู่บ้าน และผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้ เข้ามาช่วยในการเด็ดและคัดแยกใบกะเพรา ทำให้คนในชุมชนมีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน”

“สิ่งที่ซีพีแรมต้องการ ไม่ใช่เพียงวัตถุดิบที่เพียงพอต่อการผลิต แต่คือ การสร้างอุตสาหกรรมอาหารที่เติบโตไปพร้อมกับเกษตรกรและชุมชน เมื่อเกษตรกรมีทักษะ และมีรายได้ที่มั่นคง ห่วงโซ่อาหารของประเทศก็จะแข็งแรงตามไปด้วย ‘โมเดลขอนแก่น’ คืออีกหนึ่งความพยายามที่สะท้อนแนวทางการพัฒนาธุรกิจอาหารควบคู่กับการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนของซีพีแรม พร้อมขยายผลไปยังทุกภูมิภาคที่มีครัวซีพีแรมตั้งอยู่ครอบคลุมทั่วประเทศ และยังแสดงให้เห็นด้วยว่า ความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศในอุตสาหกรรมอาหาร กับการดูแลชุมชน สิ่งแวดล้อม และสังคม สามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้อย่างแท้จริง” ธีรเดช กล่าวปิดท้าย



