ความปลอดภัยยุค AI พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ช่วยให้องค์กรไทยสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างปลอดภัย

AI จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้ธุรกิจอย่างมหาศาล แต่ขณะเดียวกัน AI กลายเป็นอาวุธที่ทำให้แฮกเกอร์โจมตีได้ฉลาดและซับซ้อนขึ้นด้วย แต่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ควรส่งผลกระทบให้องค์กรหยุดการพัฒนา แต่เป็นเหตุผลที่องค์กรต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ในงาน Ignite on Tour Bangkok พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ผู้นำด้านความปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลก ได้แสดงให้เห็นถึงวิธีที่องค์กรสามารถผสมผสานเรื่องความปลอดภัยเข้าไปอยู่ในดีเอ็นเอเพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถเติบโต และใช้ AI ขับเคลื่อนนวัตกรรมได้อย่างปลอดภัย

การนำ AI มาใช้อย่างรวดเร็วทำให้องค์กรต้องเผชิญความจริงที่ต้องแลกมาด้วยเดิมพันที่สูง กล่าวคือ AI ช่วยให้เราทำงานเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพ และได้ผลงานที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้ระบบความปลอดภัยมีช่องว่างให้ถูกโจมตีเพิ่มขึ้น โดยแฮกเกอร์เองก็กำลังใช้ AI เป็นอาวุธในการขยายวงโจมตีให้เร็วขึ้น รุนแรงขึ้น และแม่นยำกว่าเดิม

     รายงานล่าสุดจาก Unit 42 พบว่า แฮกเกอร์กลุ่มที่ทำงานเร็วที่สุด 25% แรก ใช้เวลาเจาะระบบและขโมยข้อมูลสำคัญขององค์กรออกไปได้ในเวลาเพียงแค่ชั่วโมงเศษ ๆ เท่านั้น ซึ่งเร็วขึ้นกว่าปีก่อนที่เคยใช้เวลาในการเจาะระบบถึง 4.8 ชั่วโมง นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับโมเดล AI รุ่นใหม่ ๆ (Frontier AI) ก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะโมเดลรุ่นใหม่มีความฉลาดถึงขั้นช่วยแฮกเกอร์หาช่องโหว่ในโค้ดคอมพิวเตอร์และสร้างวิธีเจาะระบบได้เอง ส่งผลให้ระยะเวลาที่ใช้ในการโจมตีลดลงอย่างมหาศาล

ด้วยความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของโมเดล AI ที่ซับซ้อนและล้ำสมัย ทำให้ความปลอดภัยทางไซเบอร์มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ความเร็วและขนาดของการนำโมเดลเหล่านี้หากนำไปใช้ในทางที่ผิดนั้น ก่อให้เกิดความท้าทายครั้งใหญ่ต่อโปรแกรมรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิม และทำให้ผู้โจมตีสามารถค้นพบช่องโหว่ใหม่ๆ และสร้างเครื่องมือโจมตีได้แทบจะในทันที

     มีราห์ ราจาเวล (Meerah Rajavel) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศ (CIO) ของ พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า “Frontier AI หรือ AI โมเดลขั้นสูงจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หมายความว่าผู้โจมตีสามารถค้นพบและนำช่องโหว่ไปใช้ในทางที่ผิดได้ด้วยความเร็วของแมชชีน ในการต่อสู้กับ AI ด้วย AI องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้แนวทางที่เน้นการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ต้น โดยการบูรณาการโมเดลเหล่านี้เข้ากับวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อเจาะระบบและรักษาความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ก่อนที่จะนำไปใช้งานจริง 

     “โดยเฉลี่ยแล้วองค์กรต่างๆ ต้องจัดการกับเครื่องมือรักษาความปลอดภัยถึง 83 รายการจากเวนเดอร์ 29 ราย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน การรักษาความปลอดภัยมักถูกมองว่าเป็นเกมตีตัวตุ่นที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่จริงๆ แล้วมันเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ ด้วยการเปลี่ยนจากการใช้เครื่องมือที่กระจัดกระจายไปสู่การใช้แพลตฟอร์มแบบครบวงจร ซึ่งสามารถทำงานได้แบบเรียลไทม์เพื่อรับมือกับภัยคุกคามสมัยใหม่ ใช้ AI

     ประเทศไทยองค์กรต่างๆ ประยุกต์ใช้ดิจิทัลอย่างรวดเร็วแต่ในขณะเดียวกันก็ขยายพื้นที่ดิจิทัลที่ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงได้ การปกป้องระบบนิเวศดิจิทัลที่กำลังขยายตัวนี้จำเป็นต้องก้าวข้ามความคิดที่ว่า เพียงแค่ใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะจุดเพื่อปิดช่องโหว่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอ แต่บริษัทไทยจำเป็นต้องวางระบบรักษาความปลอดภัยตลอดวงจรชีวิตของข้อมูล และปฏิบัติการอย่างเชิงรุก เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตของประเทศ มีความสอดคล้องกับมาตรฐานการกำกับดูแลที่กำลังพัฒนา

     วัชระ จิรัชเจริญสุวรรณ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า “ยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติของประเทศไทยเป็นยุทธศาสตร์ที่ผลักดันนวัตกรรมอย่างมหาศาล แต่ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ทำใ้ห้เกิดการเรียกร้องให้มีการทบทวนพื้นฐานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วย ความปลอดภัยของ AI ที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการนำเครื่องมือที่แตกต่างกันมาใช้งาน แต่หมายถึงการปกป้อง AI ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานในองค์กร

พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ มุ่งมั่นที่จะรักษาความปลอดภัยอนาคตดิจิทัลของประเทศไทยโดยการมอบเครื่องมือป้องกันให้กับองค์กรต่างๆ เพื่อให้สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและขยายขนาดได้อย่างปลอดภัย ด้วยแนวทางการใช้แพลตฟอร์มแบบบูรณาการ เรามั่นใจว่าทุกๆ ข้อมูลประจำตัวของทรัพยากรไอที AI เอเจนท์ และปริมาณงาน จะได้รับการปกป้องภายใต้ระบบนิเวศที่สอดคล้องกันเพียงระบบเดียว ทำให้องค์กรในประเทศไทยสามารถเป็นผู้นำตลาดได้อย่างมั่นใจ”

Scroll to Top