รายงานข้อมูลล่าสุดจากแคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) ระบุว่า การโจมตีทางไซเบอร์บนอุปกรณ์โมบายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เริ่มมีความกระจุกตัวมากขึ้น โดยอาชญากรไซเบอร์มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ใช้งานขนาดเล็กลง แต่เน้นโจมตีผู้ใช้แต่ละรายอย่างต่อเนื่องและเจาะจงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ อาชญากรไซเบอร์ยังปรับเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้ใช้ในท้องถิ่น บริการดิจิทัลยอดนิยม และสอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เน้นการใช้งานบนมือถือเป็นหลัก (Mobile-First)

ข้อมูลของตลาด 8 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 จำนวนการตรวจพบภัยคุกคามบนมือถือเฉลี่ยต่อผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบ พุ่งสูงขึ้นถึง 49% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี โดยเพิ่มขึ้นจาก 4.9 ครั้ง เป็น 7.3 ครั้งต่อคน ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้ปรากฏในทุกๆ ตลาดที่ทำการวิเคราะห์ แม้ว่าจำนวนผู้ใช้งานรวมทั้งหมดที่พบเจอกับภัยคุกคามบนมือถือจะมีแนวโน้มลดลงก็ตาม
ข้อสรุปสำคัญจากไตรมาสแรกของปี 2569
นักวิจัย ยังพบการเติบโตของกลโกงสแกมบนมือถือที่หลอกลวงผ่านโปรโมชันปลอม หน้าเว็บฟิชชิง โฆษณาแฝงมัลแวร์ แบบสำรวจหลอกลวง และเทคนิควิศวกรรมสังคมอื่นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อหลอกให้ผู้ใช้เปิดเผยข้อมูลเข้าสู่ระบบหรือข้อมูลส่วนบุคคล โดยลิงก์ฟิชชิงยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่พบบ่อยที่สุดในการล่อลวงผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ปลอม ผ่านโดเมนปลอม การสะกดชื่อเว็บใกล้เคียง(Typosquatting) และการเลียนแบบแบรนด์ที่น่าเชื่อถือได้อย่างแนบเนียน
ปัจจุบันลิงก์อันตรายเหล่านี้แพร่กระจายไปไกลกว่าอีเมล โดยส่งผ่าน SMS แอปส่งข้อความ โซเชียลมีเดีย การรับสมัครงานปลอม กิจกรรมแจกคริปโทเคอร์เรนซีและโปรโมชันดิจิทัล แพลตฟอร์มรับส่งข้อความกลายเป็นเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยบัญชีที่ถูกแฮกมักถูกนำไปใช้ส่งลิงก์อันตรายที่ดูเหมือนมาจากผู้ติดต่อที่ไว้วางใจ ทั้งนี้ ข้อมูลเข้าสู่ระบบของแอปส่งข้อความและพอร์ทัลบริการภาครัฐถือเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงเป็นพิเศษ เนื่องจากสิทธิ์การเข้าถึงสามารถนำไปสู่การขโมยอัตลักษณ์ การฉ้อโกง และการเข้าถึงชีวิตดิจิทัลของเหยื่อในวงกว้าง

เทคนิคการโจมตีมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ผู้ใช้บางรายตกเป็นเหยื่อเนื้อหาอันตรายเพียงแค่เข้าชมเว็บไซต์ที่ถูกแฮก โดยแทบไม่ต้องกดหรือปฏิสัมพันธ์ใดๆนอกจากนี้ ห่วงโซ่การโจมตีแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage attack chains) ซึ่งเริ่มต้นจากไฟล์ ลิงก์ หรือข้อความที่ดูเหมือนไม่มีอันตราย ก็ยิ่งทำให้การตรวจจับและบล็อกภัยคุกคามทำได้ยากขึ้น
ตระกูลมัลแวร์ต่างๆ ยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้ โดยอินเดียยังคงเผชิญกับมัลแวร์โทรจัน Rewardsteal ที่ปลอมตัวเป็นแอปแจกรางวัลหรือของขวัญเพื่อขโมยข้อมูลสำคัญ ควบคู่ไปกับการกลับมาของโทรจัน Thamera ที่เข้ายึดครองอุปกรณ์เพื่อสร้างบัญชีโซเชียลมีเดียปลอมจำนวนมาก
AI กำลังทำให้กลโกงบนมือถือมีความแนบเนียนและตรวจจับได้ยากยิ่งขึ้น ผลการศึกษาวิจัยผู้บริโภคระดับโลกของแคสเปอร์สกี้เกี่ยวกับการฉ้อโกงผ่านแอปส่งข้อความในชื่อ “The Great Messaging Heist” พบว่าเหยื่อจำนวน 2 ใน 3 ราย (66%) เชื่อว่า AI ถูกนำมาใช้โจมตี โดยส่วนใหญ่เป็นข้อความที่เขียนโดย AI (42%) รองลงมาคือการสร้างหรือปลอมแปลงเสียง (31%) และภาพหรือวิดีโอดีปเฟก (25%) สแกมเมอร์ใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อแอบอ้างเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือรวมถึงสมาชิกในครอบครัว เพื่อกดดันให้เหยื่อรีบโอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลเข้าสู่ระบบอย่างเร่งด่วน ผลการวิจัยเดียวกันยังพบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของกลโกงที่ประสบความสำเร็จ (52%) ใช้เวลาเบ็ดเสร็จไม่ถึง 30 นาที นับตั้งแต่นาทีแรกที่ติดต่อจนถึงช่วงที่มีการโอนเงินหรือส่งมอบข้อมูลส่วนตัว
ชุน ฮอง ชี หัวหน้าฝ่ายช่องทางจำหน่ายสำหรับผู้บริโภค ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “ภัยคุกคามบนมือถือทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเริ่มซับซ้อนยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ โดยอาชญากรไซเบอร์ได้รวมเอาเทคนิคการโจมตีแบบหลบเลี่ยงมัลแวร์ที่ฝังตัวแน่น และการล่อลวงด้วยพลัง AI มาใช้มุ่งเป้าโจมตีผู้บริโภค และเมื่อกลโกงเนียนขึ้นจนสังเกตได้ยาก การดูแลความปลอดภัยจึงจำเป็นต้องมีระบบที่สามารถตรวจจับภัยคุกคามได้เชิงรุก ตั้งแต่ก่อนที่ผู้ใช้จะรู้ตัวว่ากำลังถูกโจมตี”
คำแนะนำจากแคสเปอร์สกี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้



