หัวเว่ย ร่วมกับ GCNT หารือกับภาครัฐ และพันธมิตร มุ่งผลักดันบุคลากรไอซีที ในกลุ่มเอสเอ็มอี

By Secretit / 24/11/2022

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด จับมือกับสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย หรือ GCNT และตัวแทนจากพาร์ทเนอร์ภาครัฐ จัดงานสัมมนา Thailand Talent Talk Episode 3 ในหัวข้อ “ฟูมฟักบุคลากรด้านดิจิทัลเพื่อผลักดันการเติบโตของเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ (Fostering Digital Talent Capacity to Boost SME and Startup Growth)” เพื่อร่วมผลักดันการพัฒนาบุคลากรด้านไอซีทีโดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพของประเทศไทย เพื่อเป็นขุมพลังหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจท่ามการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลหลังสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 พร้อมกระตุ้นพันธมิตร หน่วยงานเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ ให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อพัฒนาอีโคซิสเต็มด้านเทคโนโลยีสำหรับรองรับสตาร์ทอัพในระยะยาว

ดร. ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เทคโนโลยีใหม่ ๆ พร้อมจะเข้ามาพลิกโฉมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งการเปลี่ยนผ่านจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อสังคมการใช้ชีวิตของผู้คน และ 45% ของงานในอนาคตจะทำงานโดยอัตโนมัติผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ทุกประเทศซึ่งรวมถึงประเทศไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาช่องว่างด้านทักษะดิจิทัล ทั้งนี้ การพัฒนาทักษะบุคลากรถือเป็นกุญแจสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน และเราจำเป็นต้องใช้ความพยายามและความร่วมมือจากทั้งภาครัฐบาล ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างอีโคซิสเต็มในด้านบุคลากรดิจิทัลเพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของกลุ่มเอสเอ็มอีไทย

โดยกลุ่มสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีทั่วโลกกำลังเติบโตขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรม ผู้ปฏิวัติวงการ และผู้บุกเบิกเทรนด์ใหม่ ๆ โดยน่าจะสร้างอัตรางานใหม่ถึง 2 ใน 3 จากจำนวนงานที่มีทั้งหมด และกินสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศทั่วโลก (GDP) ถึง 35-50% ซึ่งการที่ดิจิทัลเทคโนโลยีในปัจจุบันมีอัตราการเติบโตสูงมากถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของเอสเอ็มอีไทย เพียงแต่ว่าเราต้องการจำนวนบุคลากรไอซีทีที่มากขึ้น เพื่อตอบรับความต้องการตรงนี้ได้อย่างรวดเร็ว”

“ในมุมมองของหัวเว่ย เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยผลักดันให้เกิดผลกระทบใหม่ในภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยีถือเป็นนวัตกรรมสำคัญที่ธุรกิจต่าง ๆ ต้องมีเพื่อให้สามารถปฏิวัติ (Disrupt) วงการและบริษัทของตัวเองได้ ช่วยให้สามารถเข้าใจความคิดและความต้องการของลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง รวมถึงช่วยวางกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้ในอนาคต ซึ่งเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพก็ถือเป็นตัวผลักดันสำคัญสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย ทั้งนี้ หัวเว่ย ประเทศไทย ได้ทุ่มเททรัพยากรในด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์เรื่องการเชื่อมต่อ คลาวด์คอมพิวติ้ง ดิจิทัลพาวเวอร์ โครงข่ายองค์กร และอุปกรณ์สำหรับผู้บริโภคซึ่งถือเป็นเทรนด์ที่ทั่วทั้งโลกกำลังให้ความสำคัญกันอยู่ในขณะนี้ รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรในอีโคซิสเต็มต่าง ๆ เพื่อพัฒนาโครงการฟูมฟักผู้มีความสามารถด้านไอซีทีรุ่นใหม่ อันได้แก่ โครงการ “Seeds for the Future” การแข่งขัน “Thailand Cyber Top Talent 2022” สถาบันASEAN Academy โครงการรถดิจิทัลเพื่อสังคม (Digital Bus) และโครงการแข่งขัน Huawei ICT Competition ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมนี้” 

ปริวรรต วงษ์สำราญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ได้ขึ้นกล่าวในงานสัมมนาครั้งนี้ว่า “กระบวนการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 มีการสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยเราสามารถมองเห็นเทรนด์เรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนเมื่อดูจากความเร็วและความคิดสร้างสรรค์ในหมู่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตและพัฒนาขึ้น โดยหัวเว่ยถือเป็นบริษัทเอกชนที่ส่งเสริมกลยุทธ์ด้านการสร้างอีโคซิสเต็มสำหรับสตาร์ทอัพในระดับโลก มีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถเติบโตได้บนแพลตฟอร์มคลาวด์ของหัวเว่ย รวมทั้งให้พวกเขาสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี การเข้าสู่ตลาด และการระดมทุนได้ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลสำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีในประเทศไทยอีกด้วย”

ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้อำนวยการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย(DCT) ได้กล่าวถึงการส่งเสริมกลุ่มเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพว่า “ปัจจุบัน ประเทศไทยมีจำนวนเอสเอ็มอีอยู่ทั้งหมดประมาณ 3 ล้านราย ซึ่งถือว่าเยอะมาก แต่ว่ามีกลุ่มที่เป็นสตาร์ทอัพแค่ประมาณ 1,000 รายเท่านั้น โดยตอนนี้ ความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญก็คือการสับสนเรื่องนิยามของคำว่าเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ กฎระเบียบที่ไม่เอื้ออำนวยสำหรับสตาร์ทอัพ ซึ่งสภาดิจิทัลและฝ่ายต่างๆ ได้ผลักดันการแก้ไขไปมากแล้ว 12 เดือนที่ผ่านมา และการขาดแคลนบุคลากรไอซีทีที่สามารถเขียนโปรแกรมในระดับสูง และการขาดทักษะภาษาอังกฤษ ซึ่งเรามองว่าการแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรไอซีทีเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ โดยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่ต้องมากำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนร่วมกัน เนื่องจากเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายในประเทศ”

วิทวัส ล่ำซำ ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า “การส่งเสริมเอสเอ็มอีจะประกอบไปด้วยการสร้างการเติบโตที่ครอบคลุม มุ่งเน้นการพัฒนาผู้ประกอบการในแต่ละกลุ่มซึ่งมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกันไป สร้างการเติบโตโดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนด้านการตลาดที่รอบด้านสำหรับตลาดภายในประเทศและผลักดันให้เอสเอ็มอียกระดับตัวเองสู่สากล รวมไปถึงการพัฒนาปัจจัยแวดล้อมเพื่อสนับสนุนการเติบโตสำหรับภาคธุรกิจ

ในส่วนของแนวทางการพัฒนาธุรกิจในระยะเริ่มต้น (Early Stage) เราจะกำหนดแนวทางการส่งเสริมโดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชน คนรุ่นใหม่ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ และผู้ประกอบธุรกิจในระยะไม่เกิน 3 ปี ตลอดจนผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) โดยมุ่งหวังให้เยาวชน นักศึกษา ผู้ที่ตั้งใจจะเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในระดับต่าง ๆ มีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้และทักษะเมื่อตัดสินใจจะเข้ามาเป็นผู้ประกอบการ  สามารถมองเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตในระยะยาวขณะเดียวกันก็มีแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบธุรกิจในระยะเริ่ม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *