เทเลนอร์ เอเชีย เผยผลการศึกษา 5 เทรนด์สำคัญ ที่ผู้คนใช้เวลากับมือถือ พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง

By Chattra / 07/09/2022

ผลการศึกษา “Digital Lives Decoded” ของเทเลนอร์เอเชีย พบว่าผู้คนทั่วเอเชียเชื่อว่า พลังของการเชื่อมต่อจากมือถือช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น ให้ความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน และสามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็นมากขึ้น

เยอเก้น โรสทริป หัวเรือใหญ่แห่งเทเลนอร์เอเชีย กล่าวว่า หลายครั้งที่มีการรายงานว่าอุปกรณ์พกพา ทำให้ผู้ใช้เสียสมาธิจากคนรอบข้าง และสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์และทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล อย่างไรก็ตาม ความคิดเช่นนี้ได้หมดไป เมื่อเทียบกับก่อนเกิดการระบาดใหญ่ ยอดการใช้งานดาต้าบนมือถือนั้นเพิ่มสูงขึ้นกว่าเท่าตัวในตลาดเอเชีย และได้เปลี่ยนวิธีการสื่อสารของเราทั้งในที่ทำงานและที่บ้าน แบบสำรวจนี้ยังชี้ให้เห็นด้วยว่าผู้คนต้องการให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับการใช้งานดิจิทัลและชีวิตประจำวันของพวกเขาคงอยู่ต่อไป และแม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ด้านการเดินทางและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแล้ว แต่การใช้งานดิจิทัลนั้นยังคงอยู่ในระดับสูง

ในยามที่การเชื่อมต่อนั้นทำให้อำนาจอยู่ในมือของผู้คน การศึกษานี้ยังเผยให้เห็นว่าช่องว่างทางดิจิทัลยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรในชนบทและผู้สูงอายุ เมื่อการเชื่อมต่อทางมือถือนั้นเปลี่ยนสถานะจากสิ่งที่ “ควร” มี ไปเป็นสิ่งที่ “ต้อง” มี การทำความเข้าใจช่องว่างเหล่านี้จึงมีความสำคัญมากขึ้น ทั้งในระดับผู้กำหนดนโยบาย องค์กรธุรกิจ และปัจเจกบุคคล ข้อมูลเชิงลึกจากการศึกษานี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนแผนที่ที่ชี้ให้เห็นว่าช่องว่างทางดิจิทัลในจุดใดบ้างที่ควรได้รับการเติมเต็ม

ผลสำรวจของประเทศไทย

  • คนไทยรู้สึกว่าโทรศัพท์มือถือช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (68%)เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 58% สำหรับทุกตลาดที่ทำแบบสำรวจ
  • คนไทยมีความกังวลน้อยที่สุดในเรื่องปัญหาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานมือถือ (27%) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 58%
  • คนไทยยังแสดงความมั่นใจสูงสุดเมื่อเทียบกับผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศอื่นๆ ว่าจะสามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอนาคต โดยมีเพียง 63%ที่มีความกังวลในด้านนี้ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 85%
  • คนไทยเห็นประโยชน์และมีแนวโน้มที่จะใช้งานมือถือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า (49%) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโดยรวมที่ 37%
  • มากกว่าครึ่งของคนเมือง (55%) คาดว่าจะใช้งานมือถือเพิ่มขึ้นในช่วงเวลานี้ (55%) เทียบกับค่าเฉลี่ย 41% ของคนที่อาศัยอยู่นอกเมือง

1. ไถฟีด ไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่ง

ผู้ตอบแบบสำรวจเกือบทั้งหมดพกโทรศัพท์มือถือติดตัวเป็นเวลาอย่างน้อยครึ่งวัน และหนึ่งในห้าพกโทรศัพท์ติดตัวตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่รู้สึกว่าตนเองสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างสมดุล (76%) ผู้คนในฟิลิปปินส์และไทยมีชีวิตที่พึ่งพาอยู่กับโทรศัพท์มือถือมากที่สุด โดย 29% และ 26% ตามลำดับกล่าวว่าพวกเขาพกโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา การใช้ชีวิตที่พึ่งพาโทรศัพท์มือถือนี้คาดว่าจะเติบโตขึ้น โดยเกือบสามในสี่ของผู้ตอบแบบสอบถาม (74%) คาดว่าการใช้งานมือถือของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวนั้นสูงที่สุดในกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศไทย (82%)

2. ชีวิตดิจิทัลที่ล้ำหน้า

ความแตกต่างระหว่างวัยเกี่ยวกับความรู้สึกของผู้คนต่อการใช้เวลาบนโลกออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นนั้นชัดเจน โดยคน Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจที่อายุน้อยที่สุด มีแนวโน้มที่จะรู้สึกว่าพวกเขากำลังใช้เทคโนโลยีมากเกินไป ผู้ตอบแบบสำรวจ Gen Z ยังมีความกังวลมากที่สุดเกี่ยวกับการมีทักษะที่เหมาะสมในการก้าวให้ทันเทคโนโลยี เช่นเดียวกับคนวัยมิลเลนเนียล นี่เป็นข้อกังวลที่เกิดขึ้นร่วมกันในทุกวัย โดย 85% ของผู้ตอบแบบสอบถามกังวลว่าทักษะด้านดิจิทัลของพวกเขาจะก้าวไม่ทันกับสภาพแวดล้อมทางดิจิทัลที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งในบรรดาประเทศที่ทำการสำรวจ ประเทศไทยนั้นมีความกังวลในเรื่องนี้น้อยที่สุด (63% ของผู้ตอบแบบสอบถาม)

3. (ขาด) ความไว้วางใจในโลกดิจิทัล

กว่า 93% จากทั่วทั้งภูมิภาคมีความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยจากการใช้งานมือถือและอุปกรณ์เคลื่อนที่ ท่ามกลางอัตราการใช้งานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในบรรดาผู้ที่ลดการใช้มือถือลงในปีที่ผ่านมา หนึ่งในสามของผู้ตอบแบบสอบถามชาว Gen Z ในมาเลเซียกล่าวว่าความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้พวกเขาใช้งานมือถือลดลง ในทางกลับกัน คนในประเทศไทยนั้นมีความกังวลน้อยที่สุด โดยเกือบหนึ่งในสี่ของผู้ตอบแบบสอบถาม (27%) ไม่มีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย

4. เข้าถึงการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน

การศึกษายังเผยให้เห็นถึงมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับศักยภาพของเทคโนโลยีมือถือในการพัฒนาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สามในสี่ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่าการเข้าถึงดิจิทัลนั้น “สำคัญมาก” สำหรับพวกเขาในการดำเนินชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต อย่างไรก็ตาม ตัวเลขของในประเทศไทยนั้นอยู่ในระดับต่ำที่สุด (63%) มาเลเซีย (57%) และสิงคโปร์ (41%)

ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าการใช้งานเทคโนโลยีมือถือก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในด้านการลดการใช้กระดาษ ขยะ และไฟฟ้า (70% ของผู้ตอบแบบสอบถาม) สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (67%) และช่วยให้เข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้ดีขึ้นด้วยข้อมูลที่มากขึ้น (55%)

5. เทคโนโลยีมือถือกำลังปิดช่องว่างทางดิจิทัล

ผู้หญิงเห็นศักยภาพในการใช้มือถือมากขึ้น โดยผู้ตอบแบบสอบถามเพศหญิงกล่าวว่าการเชื่อมต่อผ่านมือถือได้เพิ่มทางเลือกในการทำงานและสร้างรายได้ และทำให้เข้าถึงข้อมูลและโอกาสทางการศึกษาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ตอบแบบสอบถามเพศชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย โดยที่ผู้หญิงสามในสี่ (75%) กล่าวว่าการใช้มือถือทำให้ชีวิตดีขึ้น เมื่อเทียบกับผู้ชายที่ครึ่งหนึ่ง (49%)

ผู้ตอบแบบสอบถามยังตระหนักด้วยว่าการเชื่อมต่อมือถือนั้นเป็นตัวช่วยสร้างความเท่าเทียม ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้มากขึ้น ซึ่งช่วยยกระดับชีวิตประจำวันของพวกเขา เช่น การศึกษา (88%) และบริการด้านสุขภาพ (88%)

บริการทางการเงินเป็นจุดที่โทรศัพท์มือถือนั้นช่วยสร้างความเท่าเทียมอย่างมีนัยสำคัญ โดย 92% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าการมีอุปกรณ์มือถือช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน ในขณะที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง (57%) เชื่อว่าการเข้าถึงบริการทางการเงินพวกเขานั้น “ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” อย่างไรก็ดี ผลสำรวจในข้อนี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างด้านมุมมองในการเข้าถึงระหว่างผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง (60%) และพื้นที่ชนบท (50%) ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นอย่างต่อเนื่องในการขยายการเข้าถึงบริการเหล่านี้ไปยังผู้ที่อาศัยอยู่นอกเขตเมือง

การเชื่อมต่อผ่านมือถือกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานในชีวิตประจำวันของเรา การขาดทักษะและความตระหนักรู้ที่เหมาะสม รวมถึงปัญหาด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว หรือการอยู่นอกเครือข่ายการใช้งาน อาจจำกัดการเข้าถึงการศึกษา การดูแลสุขภาพ เศรษฐกิจ และโอกาสในการจ้างงานอย่างรุนแรง ความจำเป็นในการทำความเข้าใจช่องว่างทางดิจิทัลและการลดช่องว่างดังกล่าวนั้นมีความสำคัญมากขึ้น ในยามที่เราทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตที่การเชื่อมต่อผ่านมือถือจะเสริมสร้างศักยภาพและความยั่งยืน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *