เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยข้อมูลการนำ AI ระดับองค์กรมาใช้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่กำลังเปลี่ยนจากการทดลองสู่การใช้งานจริง โดย 48% ขององค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 500 คนในภูมิภาคได้เริ่มนำ AI PC มาใช้งานแล้ว ขณะที่ 95% คาดว่าเวิร์กสเตชันจะมีบทบาทหลักหรือมีความสำคัญต่อโครงการ AI ในช่วงสองปีข้างหน้า แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงสภาพแวดล้อม AI ที่กระจายศูนย์มากขึ้น ทำให้นำความฉลาดมาอยู่ใกล้ผู้ใช้ได้มากขึ้น อีกทั้งยังสามารถรองรับเวิร์กโหลดที่ซับซ้อนมากขึ้น ต้องอาศัยการประมวลผลหนักขึ้น
รายงาน IDC InfoBrief ทั้งสองฉบับ Future-Ready Workforce: The Strategic Case for AI PC Adoption และ Powering Future-Ready Computing with Workstations: Built for AI. Built for You จัดทำขึ้นโดยเดลล์ เทคโนโลยีส์ และอินเทล ตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยผลการศึกษาทั้ง 2 ฉบับ ล้วนชี้ให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนที่เพิ่มขึ้นทั้งอุปกรณ์ปลายทางอัจฉริยะและระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูง โดยมีองค์กรเป็นผู้กำหนดทิศทางการนำ AI มาใช้ในเฟสถัดไป

เดลล์ การเปลี่ยนแปลงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมที่ขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งมุ่งไปที่การจัดสรรทรัพยากรการประมวลผลให้เหมาะสมกับความต้องการของเวิร์กโหลดเฉพาะด้าน เพราะหลายองค์กรต้องสร้างสมดุลระหว่างอุปกรณ์ปลายทางอัจฉริยะสำหรับการทำงานในชีวิตประจำวัน และระบบประสิทธิภาพสูงที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งาน AI ขั้นสูงและระดับมืออาชีพ ขณะเดียวกัน การนำ AI ระดับองค์กรมาใช้ ก็กำลังขยายวงเพื่อให้ครอบคลุมอุปกรณ์ไคลเอนต์ สภาพแวดล้อมเอดจ์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางที่กระจายศูนย์วมากขึ้นในสภาพแวดล้อมด้านไอที
AI PC: นำความอัจฉริยะเข้าใกล้การทำงานในชีวิตประจำวัน
AI PC กำลังกลายเป็นองค์ประกอบหลักของสถานที่ทำงานยุคใหม่ โดยช่วยให้เวิร์กโหลด AI สามารถทำงานบนอุปกรณ์ได้โดยตรง เพื่อมอบประสบการณ์ที่รวดเร็วและตอบสนองผู้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ไม่ต้องเชื่อมต่อคลาวด์ตลอดเวลาแนวทางนี้ยังให้ความเป็นส่วนตัวด้านข้อมูลและความปลอดภัย ช่วยให้ทีมไอทีสามารถควบคุมการใช้งานและบริหารจัดการอุปกรณ์จำนวนมากได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งรองรับการขยายขีดความสามารถด้าน AI ได้อย่างเสถียรทั่วทั้งองค์กร

รายงานจากไอดีซี ซึ่งจัดทำขึ้นโดยเดลล์ เทคโนโลยีส์ และอินเทล ตอกย้ำแรงขับเคลื่อนดังกล่าว เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในงานประจำวันมากขึ้น กลยุทธ์ด้านอุปกรณ์จึงปรับตามไปด้วย โดยปัจจุบัน 89% ขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พิจารณาความสามารถด้าน AI เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อพีซีในอนาคต ซึ่งความสำคัญดังกล่าวเห็นได้ชัดในตลาดหลักทั่วทั้งภูมิภาคตั้งแต่ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ซึ่งองค์กรให้ความสำคัญกับ AI ในการตัดสินใจซื้อสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค ไปจนถึงอินเดียที่ประสิทธิภาพด้าน AI ขั้นสูงกำลังถูกหยิบยกเป็นเกณฑ์หลักในการประเมิน ขณะที่ในจีน ความเร่งด่วนดังกล่าวยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อองค์กรเริ่มตระหนักว่าความล่าช้าในการนำ AI PC มาใช้ อาจสร้างความเสี่ยงเรื่องการมีส่วนร่วมของพนักงานและคุณภาพการตัดสินใจ
องค์กรที่มีการใช้ AI PC เป็นอุปกรณ์เกิน 50% สามารถประหยัดเวลาของพนักงานได้เฉลี่ย 2.17 ชั่วโมงต่อคนต่อวัน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ถึง 30% เมื่อเทียบกับการใช้ AI บนพีซีแบบเดิม ขณะเดียวกัน AI PC ยังเปิดโอกาสสู่รูปแบบการใช้งานใหม่ในระดับองค์กร ตั้งแต่การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ การสร้างรายงาน ไปจนถึงการค้นหาด้วยภาษาธรรมชาติ รวมถึงการสร้างคอนเทนต์ ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในทางปฏิบัติ แนวโน้มดังกล่าวช่วยให้ทีมขายสามารถจัดทำข้อเสนอได้เร็วยิ่งขึ้น ฝ่ายการเงินและฝ่ายปฏิบัติการสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็ว รวมถึงช่วยให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลสามารถร่างเอกสารได้อย่างคล่องตัว ทีมวิศวกรรมตรวจสอบเอกสารได้อย่างรวดเร็ว และพนักงานที่ต้องติดต่อกับลูกค้าสามารถให้การสนับสนุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่องค์กรเตรียมพร้อมในการใช้ AI เอเจนต์และระบบอัตโนมัติในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริดมากขึ้น AI PC กำลังกลายเป็นแนวทางในการกำกับดูแล เพื่อการขยายประสบการณ์อัจฉริยะได้ครอบคลุมทั้งองค์กรได้อย่างปลอดภัย สม่ำเสมอ และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
องค์กรจำนวนสี่ในห้าของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดว่า AI PC จะเป็นแรงผลักดันให้มีการนำ AI เอเจนต์มาใช้งาน โดยองค์กรในสัดส่วนเดียวกันมองว่า AI PC ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและให้ความปลอดภัยสำหรับแอปพลิเคชันดังกล่าว ซึ่งแนวโน้มโดยรวมมีความชัดเจน โดย 84% ขององค์กรคาดว่า AI PC จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ขณะที่ 78% ระบุถึงประโยชน์ในเรื่องความปลอดภัย และ 77% ชี้ถึงข้อได้เปรียบด้านต้นทุนจากการรัน AI บนอุปกรณ์โดยตรง
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังนำไปสู่การลงทุนที่เป็นรูปธรรม โดยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก องค์กร 65% ยินดีจ่าย AI PC ในราคาพรีเมียมขึ้น 10% หรือมากกว่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า AI PC มีบทบาทในแง่ของโครงสร้างพื้นฐานหลักสำหรับ AI ระดับองค์กร
เวิร์กสเตชันขับเคลื่อน AI ขั้นสูงและเวิร์กโหลดเฉพาะทาง

ขณะที่ AI PC กระจายศูนย์ความฉลาดครอบคลุมบุคลากรทั่วองค์กร เวิร์กสเตชันก็ยังคงทำหน้าที่เป็นแกนหลักด้านประสิทธิภาพสำหรับเวิร์กโหลดที่ต้องการประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อองค์กรหันมาพัฒนา AI บนระบบภายในองค์กรมากขึ้น โดยนักพัฒนา วิศวกร นักออกแบบ และทีมข้อมูล ต่างพึ่งพาระบบเวิร์กสเตชันสำหรับการพัฒนาโมเดล AI การจำลอง การเรนเดอร์ การเตรียมข้อมูล และงานอื่นๆที่ต้องใช้การประมวลอย่างหนัก ที่ต้องอาศัยทั้งความน่าเชื่อถือ ความหน่วงต่ำ และประสิทธิภาพที่ต่อเนื่อง
ผลวิจัยของไอดีซี เกี่ยวกับเวิร์กสเตชันสะท้อนให้เห็นแนวโน้มดังกล่าว โดย 95%ขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดว่าเวิร์กสเตชันจะมีบทบาทหรือมีความความสำคัญต่อโครงการด้าน AI ในช่วงสองปีข้างหน้า ขณะที่ 50% ระบุว่าจะเลือกเวิร์กสเตชันเป็นอุปกรณ์หลักสำหรับการพัฒนา AI และ 97% ขององค์กรเห็นพ้องว่าเวิร์กสเตชันเป็นอุปกรณ์ที่ให้ประสิทธิภาพสูงในการขับเคลื่อนนวัตกรรมขององค์กร โดยเสริมศักยภาพให้ทีมสามารถพัฒนาและสำรวจเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างโมเดล AI และแมชชีนเลิร์นนิ่งได้
หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย พบว่า 92% ขององค์กรที่เข้าร่วมการสำรวจ รายงานว่า ผู้ใช้เวิร์กสเตชันมีประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น ขณะที่ 52% คาดว่าสัดส่วนของเวิร์กสเตชันในกลุ่มอุปกรณ์จะเพิ่มขึ้นภายในห้าปีข้างหน้า นอกจากนี้ องค์กรในภูมิภาคยังระบุว่าเวิร์กสเตชันถูกนำมาใช้สำหรับการเตรียมข้อมูล (66%) การปรับแต่งโมเดล (62%) และการฝึกโมเดลพื้นฐาน (55%) ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของระบบที่ให้ประสิทธิภาพสูงในการรองรับเวิร์กโหลด AI ขั้นสูงและการใช้งานในระดับมืออาชีพ
ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของข้อมูล ตัวอย่างเช่น บริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลือกใช้แพลตฟอร์มเวิร์กสเตชัน เนื่องจากมีมาตรการความปลอดภัยระดับองค์กรที่ช่วยให้มั่นใจในการจัดเก็บ ประมวลผล และปกป้องข้อมูลสำคัญของลูกค้าได้อย่างปลอดภัย ด้วยโมดูล Trusted Platform Module (TPM) ที่ติดตั้งมาในตัวอุปกรณ์ พร้อมหน่วยความจำแบบ Error-Correcting Code (ECC) การตรวจจับการบุกรุกตัวเครื่อง และไดร์ฟแบบเข้ารหัสอัตโนมัติ ทั้งนี้ AI ได้กลายเป็นกรณีการใช้งานด้านการประมวลผลเชิงเทคนิคอันดับต้น ๆ สำหรับเวิร์กสเตชัน โดยรองรับการทำงานตลอดวงจร ตั้งแต่การเตรียมข้อมูล (62%) การฝึกโมเดล (60%) การปรับแต่งโมเดล (59%) ไปจนถึงการนำไปใช้งาน (44%) และการอนุมาน (29%)
ประเด็นนี้ ยังเป็นการเปลี่ยนบทสนทนาจากเรี่องราคาของตัวอุปกรณ์เอง เป็นต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ ครอบคลุมอายุการใช้งานทั้งหมด ความสามารถในการปรับขยาย ความคงที่ด้านประสิทธิภาพ และการลดความเสี่ยง ขณะที่โครงการ AI กำลังเปลี่ยนสู่การใช้งานจริงมากขึ้น เวิร์กสเตชันจึงถูกมองว่าเป็นแพลตฟอร์มระยะยาวที่สามารถรองรับการขยายตัวของเวิร์กโหลดได้อย่างต่อเนื่อง แทนที่จะเป็นเพียงเครื่องมือระยะสั้นสำหรับการทดลอง
ก้าวสู่การประมวลผล AI ที่ต่อเนื่อง รองรับ AI ระดับองค์กรในเฟสถัดไป
AI PC และเวิร์กสเตชันทำงานร่วมกันเพื่อการประมวลผล AI ที่ต่อเนื่อง รองรับตั้งแต่การทำงานในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการพัฒนา AI ขั้นสูงและเวิร์กโหลดระดับมืออาชีพครอบคลุมทั้งองค์กร

สำหรับองค์กรในภูมิเอเชียแปซิฟิก AI ในเฟสถัดไปจะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยสภาพแวดล้อม หรือประเภทของอุปกรณ์เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการวางเวิร์กโหลดให้เหมาะสมกับการประมวลผล โดย AI PC ช่วยขยายการใช้งาน AI สำหรับงานที่ต้องทำทุกวัน ขณะที่เวิร์กสเตชันช่วยให้องค์กรยกระดับการใช้งาน AI ขั้นสูงที่ต้องอาศัยการประมวลหนักหน่วงและเฉพาะทาง เมื่อทั้งสองอย่างนี้ทำงานร่วมกัน ก็จะช่วยสร้างรากฐานที่ให้ศักยภาพสำหรับผู้นำ ช่วยให้ขยายการใช้ AI ได้อย่างรวดเร็ว ควบคุมได้ดีขึ้น และสร้างมูลค่าในระยะยาว
รายงาน Future-ready Workforce: The Strategic Case for AI PC Adoption อ้างอิงจากการสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีและธุรกิจในองค์กรทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จำนวน 720 ราย ในองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 500 คน และรายงาน Powering Future-Ready Computing with Workstations: Built for AI. Built for You อ้างอิงจากการสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีและธุรกิจในภูมิภาคจำนวน 960 ราย เพื่อประเมินการใช้งานเวิร์กสเตชัน การนำไปใช้ และบทบาทต่อกลยุทธ์ AI ระดับองค์กร



