ผู้ปกครองที่ตอบแบบสอบถามจากประเทศสำคัญๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและอียิปต์ แสดงความกังวลถึงความเสี่ยงออนไลน์ที่เห็นได้ชัด เช่น การพบปะกับคนแปลกหน้า การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ และมีความไม่สบายใจต่อโฆษณาที่กำหนดเป้าหมายและการสร้างโปรไฟล์ดิจิทัลด้วย นอกจากนี้ งานวิจัยพบว่ามุมมองของผู้ปกครองเกี่ยวกับการแชร์เนื้อหาเกี่ยวกับลูกๆ ของตนทางออนไลน์นั้นแตกต่างกันไป
แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) และสถาบันเทคโนโลยีสิงคโปร์ (Singapore Institute of Technology – SIT) ได้เจาะลึกถึงการตระหนักรู้และพฤติกรรมของผู้ปกครองที่แชร์ประสบการณ์การเลี้ยงดูบุตรหลานของตนทางออนไลน์ งานวิจัยนี้พบว่า ผู้ปกครองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและอียิปต์ตระหนักและกังวลเกี่ยวกับการนำข้อมูลและสื่อเกี่ยวกับลูกๆ ที่ตนอัปโหลดบนโซเชียลมีเดียไปใช้ในทางที่ผิด
อย่างไรก็ตาม พบว่ามีความเห็นที่แตกต่างเมื่อสอบถามถึงข้อดีและข้อเสียของการแชร์เรื่องลูกบนโซเชียลมีเดีย หรือแชร์เร็นติ้ง (Sharenting)
งานวิจัยเรื่อง “Small Shares, Big Risks: How Parents Assess Threats and Cope with Sharing of Children’s Data” อ้างอิงจากแบบสอบถามออนไลน์ 152 ชุด จากประเทศอียิปต์ ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และเวียดนาม
ความกังวลของพ่อแม่เกี่ยวกับการแชร์เรื่องลูกบนโซเชียลมีเดีย
อันตรายจากคนแปลกหน้าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจเมื่อแชร์เรื่องลูกบนโซเชียลมีเดีย
“Sharenting” แชร์เร็นติ้ง คือการเผยแพร่ภาพถ่าย วิดีโอ และข้อมูลเกี่ยวกับลูกและการเลี้ยงดูลูกบนบัญชีโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ออนไลน์ งานวิจัยล่าสุดของแคสเปอร์สกี้พบว่าพ่อแม่ที่ตอบแบบสอบถามจำนวน 3 ใน 4 คน (75%) คิดว่าคนอื่นอาจนำโพสต์ของพ่อแม่ไปใช้ในทางที่ผิด และพบว่า พ่อแม่จำนวนมากกว่า 7 ใน 10 คนเชื่อว่า คนแปลกหน้าสามารถระบุที่อยู่ของตนได้ (74%) และโรงเรียนของลูกได้ (73%)
ผู้ปกครองส่วนใหญ่ (80%) คาดการณ์ว่าจะเกิดผลกระทบร้ายแรงหากผู้อื่นนำข้อมูลของตนไปใช้ในทางที่ผิด และ 82% กลัวผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์จากการเปิดเผยที่อยู่ของลูกโดยไม่ตั้งใจ นอกจากนี้ 69% เชื่อว่าโพสต์ที่น่าอับอายเกี่ยวกับลูกๆ ของตนอาจถูกนำไปตีความผิดได้ในอนาคต
รองศาสตราจารย์เจียว ฮี จี รองผู้อำนวยการ สถาบันการสอนและการเรียนรู้แห่งสถาบันเทคโนโลยีสิงคโปร์ กล่าวว่า “สำหรับผู้ปกครองหลายคน ความไม่สบายใจเกี่ยวกับการแชร์เรื่องลูกในโซเชียลมีเดีย เกิดจากความกังวลตามธรรมชาติเกี่ยวกับคนแปลกหน้า ผู้ปกครองกังวลว่าคนที่ไม่รู้จักจะบันทึกภาพถ่ายของลูกๆ สืบหาที่อยู่ของครอบครัว หรือนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ในทางที่ผิดในอีกหลายปีข้างหน้าในแบบที่ควบคุมไม่ได้ ความกังวลเหล่านี้สมเหตุสมผลและชี้ให้เห็นว่าเด็กๆ อาจตกอยู่ในความเสี่ยงมากแค่ไหนโดยที่ผู้ปกครองไม่รู้ตัว ความไม่สบายใจเกี่ยวกับการแชร์เรื่องลูกในโซเชียลมีเดีย มักสะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักถึงความเสี่ยง และความตระหนักนั้นเป็นก้าวแรกที่สำคัญไปสู่การตัดสินใจแชร์เนื้อหาที่รอบคอบและปกป้องมากขึ้น”
พ่อแม่ยุคใหม่ตระหนักถึงอันตรายที่มาจากการเก็บข้อมูลส่วนตัวผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น
แม้ว่าเด็กๆ จะไม่มีบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นของตัวเอง แต่บริษัทโซเชียลมีเดียก็ยังสามารถเก็บข้อมูลส่วนตัวของเด็กๆ ได้โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์พฤติกรรมผ่านโพสต์และรูปภาพที่พ่อแม่หรือบุคคลอื่นๆ แท็กหรืออัปโหลด ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่รวบรวมไว้โดยไม่เปิดเผยนี้เรียกว่า โปรไฟล์เงา (shadow profile)

จากการสำรวจพบว่า ผู้ปกครองจำนวนมากกว่า 7 ใน 10 คนแสดงความกังวลเกี่ยวกับการที่บริษัทโซเชียลมีเดียใช้ข้อมูลของบุตรหลานเพื่อฝึกฝนหรือพัฒนาซอฟต์แวร์ (74%) เชื่อว่าบริษัทโซเชียลมีเดียเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของบุตรหลานทางออนไลน์ (73%) คิดว่าบริษัทโซเชียลมีเดียกำหนดเป้าหมายการโฆษณาไปยังบุตรหลานของตน (71%) ในขณะที่ 78% กังวลเกี่ยวกับความรุนแรงของผลกระทบ
นอกจากนี้ ผู้ปกครองเกือบ 80% ยังกล่าวว่า การที่บริษัทการตลาดเธิร์ดปาร์ตี้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของบุตรหลานจะนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรง และ 79% คิดว่าผลกระทบต่อบุตรหลานของตนจากกิจกรรมการติดตามพฤติกรรมออนไลน์นั้นจะรุนแรง
ความเห็นต่างเรื่องการแชร์เนื้อหาของลูกบนโซเชียลมีเดีย
แม้ว่าผู้ปกครองจะตระหนักถึงความเสี่ยงและความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของการแชร์เรื่องลูกบนโซเชียลมีเดีย แต่ แคสเปอร์สกี้ยังพบว่ามุมมองของผู้ปกครองเกี่ยวกับการแชร์เนื้อหาเกี่ยวกับลูกๆ ของตนทางออนไลน์นั้นแตกต่างกันไป
ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนครึ่งหนึ่งยอมรับว่ารู้สึกสนิทสนมกับผู้ปกครองคนอื่นๆที่แชร์เรื่องราวเกี่ยวกับลูกๆ ของตน ในขณะที่ผู้ปกครองอีกครึ่งหนึ่งกล่าวว่าไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น
ผู้ปกครองจำนวน 5 ใน 10 คนกล่าวว่าคำชมที่ได้รับเกี่ยวกับลูกๆ บนโซเชียลมีเดียทำให้ตนรู้สึกดี ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งมีความคิดเห็นตรงกันข้าม มีผู้ปกครองที่ชื่นชอบการที่ผู้อื่นชื่นชมเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตรของตน (48%) และผู้ที่เห็นตรงกันข้าม (52%) ผู้ปกครองจำนวนเกือบครึ่งหนึ่ง (47%) ระบุว่าการแชร์เรื่องลูกๆ ของตนให้กับคนที่ไม่ได้พบเจอเป็นประจำหรือคนที่อาศัยอยู่ไกล ทำให้ผู้ปกครองรู้สึกดี แต่ผู้ปกครอง53% ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้
แม้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนเกือบครึ่งหนึ่ง (48%) ยอมรับว่ารู้สึกดีกับการแชร์ช่วงเวลาและเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับลูก ๆ ของตน แต่ส่วนใหญ่ (82%) กล่าวว่าตนไม่ได้อัปเดตเครือข่ายโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญของครอบครัวเป็นประจำ ถึงกระนั้น พ่อแม่เหล่านี้อาจกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในการแชร์เรื่องราวของลูก” โดยตระหนักถึงแรงจูงใจในการแชร์เพื่อการเชื่อมต่อทางสังคม การสนับสนุนจากเครือข่าย และการยอมรับ แต่ก็ยังคงเอนเอียงไปทางแนวทางที่ระมัดระวังมากกว่า
ทริเซีย อ็อกตาเวียโน ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการศึกษาด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “การศึกษาของเราชี้ให้เห็นว่าพ่อแม่กังวลที่โซเชียลมีเดียและบริษัทการตลาดเธิร์ดปาร์ตี้สามารถสร้างโปรไฟล์และติดตามลูก ๆ ของตนได้เมื่อตนแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับลูก ๆ ทางออนไลน์ และแม้ว่าเด็ก ๆ จะไม่มีบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นของตนเองก็ตาม แต่แพลตฟอร์มเหล่านี้ก็ยังสามารถสร้างภาพพฤติกรรมในฐานะผู้บริโภคที่มีศักยภาพโดยใช้ข้อมูลของผู้ใช้รายอื่น แม้ว่าพ่อแม่หลายคนจะยอมรับว่าการแชร์เรื่องราวการเลี้ยงดูลูกมีประโยชน์ แต่ก็เลือกที่จะระมัดระวังโดยจำกัดสิ่งที่ตนแชร์ออกไป ทั้งนี้ มีวิธีที่จะฝึกฝนการแชร์เรื่องราวของลูกอย่างมีสติ และเริ่มต้นด้วยการตั้งใจมากขึ้นในการจัดการร่องรอยดิจิทัลของเด็กๆ”
ผู้เชี่ยวชาญของแคสเปอร์สกี้ได้นำเสนอรายการตรวจสอบอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับวิธีการจัดการความเป็นส่วนตัวทางดิจิทัลเพื่อความปลอดภัยของครอบครัว เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองสร้างความปลอดภัยออนไลน์ให้กับบุตรหลานและครอบครัว ดังนี้



